HomeBlogger › “ เที่ยวไปในหน้าผลไม้ ”

“ เที่ยวไปในหน้าผลไม้ ”


“ เที่ยวไปในหน้าผลไม้ ”

ผู้ส่งความอร่อย-195

ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมของทุกปี มีนักท่องเที่ยวชื่นชอบการเดินทาง ท่องเที่ยวเชิงเกษตรหรือเรียกว่า หน้าผลไม้ออก คนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึง 3 จังหวัดในภาคตะวันออก คือระยอง จันทบุรีและจังหวัดตราด ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงของการเป็นแหล่งปลูกผลไม้นานาชนิดๆ จนมีการส่งเสริมให้เที่ยวชมสวน ชิมผลไม้สด ๆ จากต้นกันเลยที่เดียว โดยเฉพาะที่จังหวัดระยอง บนถนนสายหลักสุขุมวิทจนเลยไปถึงตัวเมืองระยองไปจนถึงแยกไฟแดงตลาดผลไม้ตะพง ตลาดผลไม้ที่นักท่องเที่ยวแวะซื้อผลไม้กันเป็นประจำ เส้นทางสายนี้ยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่เราขับรถตรงไปยังถนนด้านซ้ายมือแยกไปเทือกเขายายดา ซึ่งเต็มไปด้วยสวนเกษตร สวนผลไม้มากมายหลายสวน ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวต้องแวะเข้าไปชิมและซื้อผลไม้ขึ้นชื่อของระยอง ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลองกอง และเงาะโรงเรียน กันอย่างอิ่มหนำสำราญ

เมื่อพูดถึง เงาะโรงเรียนนั้น มีเรื่องราวที่น่ารู้ว่าเมื่อย้อนไปประมาณ 80 ปี (ผมเกิดไม่ทัน) แต่พอจะจำได้ว่า เมื่อ 55 ปีราวๆนั้นที่ผ่านมา ในสมัยนั้นคนยังไม่ค่อยชอบท่องเที่ยว แต่ก็มีการขายบัตรตามบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เรียกกันว่า จัดนำเที่ยว มาชิมเงาะที่จันทบุรี โดยเดินทางกันตอนกลางคืนแล้วมาถึงจันทบุรีตอนตี 4-5 ตอนนั้นพันธุ์เงาะยอดฮิตติดตลาดคือเงาะสีชมพู ซึ่งชาวสวนจันทบุรีนำกิ่งพันธุ์มาจากบางยี่ขันหรือธนบุรีในสมัยนั้น ในเขตกรุงเทพมหานครนี่เอง มาปลูกจนได้ผลผลิตดีเพราะว่ามีทรัพยากรดี คือ ดินดี น้ำดี เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ จันทบุรีจะปลูกผักผลไม้อะไรก็เจริญเติบโตดี ให้ผลดี เช่น ทุเรียน มังคุด ขนุน มะม่วง ปัจจุบันก็ยังสามารถปลูกลำไยได้ดีเป็นที่น่าทึ่งอีกด้วย

ส่วนเงาะโรงเรียนนั้นจะมีการนำพันธุ์มาปลูกเมื่อใด ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่มีการเล่าขานกันว่า มีชาวปีนังชื่อนายเคหะว่อง เป็นชาวจีนมาที่อำเภอนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในปี 2469 มาตั้งหลักแหล่งปักฐานทำเหมืองแร่ดีบุกแล้วได้นำกิ่งพันธุ์เงาะมาปลูกที่บริเวณบ้านพักของเขา โดยไม่ได้สนใจ ไม่เอาใจใส่อะไรมากนัก ต่อมานายคนนี้ก็เลิกกิจการทำเหมืองแร่ดีบุกและกลับปีนังไป ทิ้งต้นเงาะนั้นไว้ให้เติบโตตามวันเวลาที่อำเภอนาสารที่นั้น จนเงาะออกผลมา ชาวบ้านก็มาเก็บกิน รู้สึกว่า มีรสชาติหวาน หอมอร่อย จนได้แพร่ขยายเอาพันธุ์เงาะนี้ไปปลูกกันทั่ว กระทั่งปลูกในโรงเรียนเขตบ้านนาสาร เติบโตให้ผลดกดีเช่นกัน ชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า เงาะพันธุ์โรงเรียน เพราะขึ้นในโรงเรียน รสชาติดี หวานกรอบ เปลือกร่อนกว่าเงาะสีชมพูที่เรียกว่าพันธุ์ดั้งเดิม เลยขยายผลขยายสวนกันไปปลูกมากมาย กลายเป็นว่า 3 จังหวัดภาคตะวันออกที่ว่านี้เป็นแหล่งที่รวมแหล่งปลูกผลไม้ใหญ่ของไทย ซึ่ง 3 จังหวัดนี้เป็นเมืองชายทะเลแต่โอบล้อมด้วยขุนเขา จึงมีแร่ธาตุดีและน้ำดี ซึ่งในปี 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จเยี่ยมราษฎรที่สุราษฎร์ธานี ครั้งนั้นเกษตรกรได้นำพันธุ์เงาะโรงเรียนทูลเกล้าฯ ถวาย พระองค์ตรัสถามว่า เงาะพันธุ์อะไร แล้วตรัสให้เรียกว่า เงาะโรงเรียน คำว่าพันธุ์ก็เลยหายไปตั้งแต่นั้นมา ขณะเดียวกันก็ได้รับความนิยมแพร่หลายและขยายผลนำไปปลูกกันทั่วใน 3 จังหวัดภาคตะวันออกนั้น

19-43

ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวนิยมเที่ยวแบบเกษตร เข้าสวนชิมผลไม้กันอย่างคึกคักในหน้าผลไม้เหล่านั้น เรียกว่า การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ไปชิมเงาะโรงเรียน มังคุด ทุเรียน ไม่ได้มีเฉพาะที่ 3 จังหวัดของภาคตะวันออกนั้น แต่ยังมีที่ภาคใต้ที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ก็มีทุเรียน เงาะ มังคุด อร่อยไม่แพ้กันและมีให้ชิม ซื้อกันอย่างไม่อั้นถึงในสวนผลไม้เหมือนกัน รวมทั้งที่อำเภอนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่บ้านวังหินและบ้านวังโข เป็นถนนสายผลไม้ และน่าสนใจมากตรงที่ขี่จักรยานเข้าสวนผลไม้ได้ มีลำน้ำวังโขเป็นที่ล่องแก่งด้วยห่วงยางสร้างความสนุกสนานมาก และพักแรมกันที่ริมวังโขด้วยการกางเต็นท์ นอกจากนี้ยังมีผลไม้อร่อย มีชื่ออีกในหลายจังหวัดเช่นที่บ้านลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ มีทุเรียน หลง และ หลิน ที่สร้างความฮือฮาให้นักเดินทางท่องเที่ยว มีลางสาดและลองกอง สุดแสนอร่อยอีกด้วย เมื่อพูดถึงทุเรียน หลง และ หลิน ชาวบ้านต่างขนานนามให้ว่า เป็น มหัศจรรย์ทุเรียนเมืองลับแล เพราะเป็นพันธุ์ที่มีในป่ามาก่อน เป็นทุเรียนป่า ลูกเล็กๆ ขึ้นตามป่าเขาในธรรมชาติ ต่อมาชาวบ้านคนหนึ่ง ชื่อ หลง ได้นำพันธุ์มาขยายและปลูกใหม่ นำไปประกวดทุเรียนในปี 2520 และได้รับรางวัลจนกลายมาเป็นทุเรียนชื่อดังของเมืองอุตรดิตถ์ ส่วน หลิน ก็มีเรื่องราวเช่นเดียวกัน ทุเรียน หลง และ หลิน จึงเป็นทุเรียนสายพันธุ์ลับแลที่โด่งดังและมีราคาค่อนข้างสูง

การเดินทางไปเที่ยวเมืองลับแลในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องน่ากังวลว่าจะหลงทางเช่นเรื่องราวที่เล่าขานกันว่าใครมาเมืองลับแลแล้วจะหลงหาทางกลับไม่เจอ เพราะมีถนนหนทางชัดเจน ไปทางไหนก็กลับรถออกมาทางนั้นได้อย่างสะดวกปลอดภัย
คงมีคนน้อยคนนักที่จะไม่ชอบกินผลไม้ โดยเฉพาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ลางสาด และ เงาะ ที่ว่ามานี้ เพราะเป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยถูกปากถูกใจทั้งคนไทยคนต่างชาติเกือบทั่วโลก ใครที่พลาดหรือไม่นิยมชมชอบการกินผลไม้ ก็อยากแนะนำให้ลองกินดูสักครั้งสักอย่างเถอะ แล้วคุณจะโหยหาในคราวต่อไป

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Many people favour agricultural tourism during the period between May and July each year, also known as “the fruit season”. They mostly think of the 3 eastern provinces of Rayong, Janthabuti, and Trad. Provinces come to mind during this time, These provinces are renowned for various fruit products, so much as that activities where they can visit plantations and actually taste the produce have become promoted. This activity has become highly popular in Rayong on the Sukhumvit highway pass the provinve into the Mai Taphong Market junction, a popular spot for tourists to constantly stop and buy fruit. This route is also where the Thai Tourism Authority Offices is located, and travelers can drive forward on the left hand side of the road towards the Yayda mountains where agricultural and fruit plantations are scattered in the area, attracting tourists to drop by and taste or buy Rayong’s well known fruits like durian, mangosteen, langsat and sweet rambutan to their joyfull satiation.
When speaking of sweet rambutans, there is information dating back to eighty years ago (before my time). I barely remember that around fifty-five years ago at that time, tourism was not yet a popular activity among people, but there were tickets sold among houses and various factories known as “Janthaburi Fruit Tasting”. People would travel at night and arrive at around 4-5 AM. At that time, the popular type of rambutans were pink ones. Farmers would bring in saplings from Bangyikhan or Thonburi in Bangkok to plant due to agreeable resources for the fruit, such as good soil, fresh water, etc. This was also a reason why Janthaburi became a province where plants like durian, mangosteen, jackfruit,, and mangoes are easily grown. In addition to that longans can also grow astoundingly well.

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

As for sweet rambutans, there are no known records when they were initially cultivated, but it is said that a man named Keh Ha Wong, a Chinese resident of Penang traveled to Surat Thani province in 2469 to relocate and establish a tin mine. As he did this, he started a nursery of sweet rambutans in his home. He didn’t pay much attention to them. Later after he halted his business and returned to Penang, the trees grew by time and produced the fruit. People in the area like its sweet taste and aroma and so they begun cultivating them all over, till they were planted in the area of Nasan District School and had the same delictable results. The skin was also easier to peel in comparison to the older type of pink rambutans, so propular that people planted them all over, and the result was that the 3 eastern provinces mentioned has become reknowned for a gathering of the largest fruit plantations in Thailand. These provinces are also surrounded by mountains and have a seaside location; thus have suitable minerals and water. In the year2512, His Royal Highness King Bhumibhol visited the people of Surat Thani. During his visit, the farmers offered him sweet rambootanrambutan saplings. He asked them what type of rambutan they were. The farmers informed him that they were sweet rambutans, and hence the species has come to be named ever since, and has received much popularity and cultivated across the 3 eastern provinces.

01

Today, agricultural tourists flock to partake in fruit tasting during the said season. They don’t only do this at the 3 eastern provinces, but they can also do this in the southern District of Hlangsuan in Chumphorn province, that equivalently produce tasty durian, rambutans, and mangosteens to try and buy at plantations as well. In Nasan District in Surat Thani, at Baan Wanghin and Baan Wang Kho villages, people can find fruits sold along the roads. What grabs the tourists’ attention is that they can also ride bicycles into the plantations. Camping in tents are popular in Nasan District, which also boasts the Wang Thong River for adventurous tourists to go river-rafting. Again, tourists can also find deliscous fruit in well known locations like Baan Lab Lae District in Uttaradit provinc, wher they grow durian, rambutans, hlong, and hlin durians that attract tourists. There are also lansads (similar to longans) and also delictable longans. Speaking of durians, the residents in the area claim that hlong and hlin durians, and rambutans, are magnificent durians of Lab Lae because the species have been cultivated in the forests before. They’re wild durians and small. They used to grow in the natural forests until a resident named Hlong brought some seedlings to plant. He joined a durian competition in 2520, and won. From then on his durians have become well known in Uttaradit. There is also a story behind the hlin and hlong durian, so they to have become a well-known and expensive types of Lab Lae durian

Travelling to Lab Lae today is not as horrific as it used to be depicted (that people get lost or disappear, mysteriously)because the roads have been improved for clear visibility and safety.

12671668_10153906730434717_9036951302074068640_o

There probably are a few people who don’t eat fruit as much, especially durian, mangosteens, longans, langsads, and rambutans as much. Written above, are accounts from, both Thais and foreigners alike who enjoy the taste of these fruits all over the world. It would be good for those who don’t like their taste to go ahead and try some at least once, and surely they will have a change of heart and seek them out in the future.

บทความที่เกี่ยวข้อง

เล่าเรื่องเมืองเชียงราย

Comments are closed.

โปรโมชั่นพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว ส่วนลดที่พัก โปรโมชั่นที่พักสุดพิเศษ
 
Loading...