Homeเก็บเรื่องมาเล่า พี่หนุ่ม สุทน › เล่าเรื่องเพชรบูรณ์

เล่าเรื่องเพชรบูรณ์


pee-nhum-talk-size-b                เพชรบูรณ์นับว่าเป็นอีกจังหวัดที่มีความน่าสนใจในเรื่องของการท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวแบบนี้ ใครๆ ต่างก็เลือกปักหมุดไปชมวิวสวยๆ อากาศดีๆ บนเขาค้อกันทั้งนั้น แต่จะเที่ยวอย่างไรให้สนุกสนานพร้อมสาระความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของเมืองเพชรบูรณ์ ก็ต้องแพ็กกระเป๋าไปกับพี่หนุ่ม-สุทน รุ่งธัญรัตน์ บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเดินทางตัวยงผู้มากด้วยประสบการณ์เดินทาง จะมาเป็นไกด์พาทุกท่านเดินทางไปรู้จักกับเมืองเพชรบูรณ์แบบเจาะลึก…ส่วนจะลึกขนานไหน มีความน่าสนใจเพียงใด เชิญทุกท่านตามพี่สุทนไปกันเลยค่ะ

เมืองเพชรบูรณ์มีประวัติความเป็นมาอย่างไรบ้างคะพี่สุทน

375 กิโลเมตร ระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงจังหวัดเพชรบูรณ์ ในอดีตเมืองเพชรบูรณ์เป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีหลักฐานในการกล่าวอ้างมากนัก แต่ว่าสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระองค์ท่านทรงสันนิษฐานว่าเมืองเพชรบูรณ์น่าจะสร้างขึ้นในสองยุคด้วยกัน ยุคที่หนึ่งคือยุคสุโขทัยเป็นราชธานี ยุคที่สองคือยุคกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี สมัยสมเด็จพระนารายมหาราช มีป้อมและกำแพงเมืองไปดูได้ในตัวเมืองเพชรบูรณ์ ถนนหลักเมือง เราจะทราบได้อย่างไรว่าในยุคแรกๆ สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย เขาบอกให้ไปดูที่วัดมหาธาตุ วัดนี้ตั้งอยู่ที่ถนนเจริญเพชรในตัวเมืองเพชรบูรณ์นั่นเอง เข้าไปด้านในวัดจะมีร่องรอยของพระมหาธาตุเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระเครื่องต่าง ๆ  ซึ่งตรงนี้เขาบอกว่าเป็นร่องรอยของศิลปะสมัยสุโขทัย นอกจากเจดีย์แล้วยังมีพระพุทธรูปที่ศักสิทธิ์ นั่นคือหลวงพ่อเพชร แต่จริงๆ สร้อยของท่านคือหลวงพ่อเพชรมีชัย สร้อยคำนี้มาจากไหน…ต้องย้อนกลับไปสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ตอนนั้นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พระองค์ท่านได้นำทัพมาที่เมืองพิษณุโลก แล้วโดนกองทัพของพม่ามาล้อมเมืองพิษณุโลกเอาไว้ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็เลยนำทัพตีผ่าวงล้อมเพื่อถ้อยมาตั้งชัยภูมิใหม่ ก็คือที่เมืองเพชรบูรณ์นั่นเอง แน่นอนว่าการตั้งทัพที่ต้องไปสู้ศึกสงครามจะต้องมีขวัญและกำลังใจ ก็เลยมาที่วัดมหาธาตุ มาขอพรจากหลวงพ่อเพชรให้ชนะศึกสงคราม จากนั้นเหล่าทหารร้องขึ้นมาอีก 3 คำ ว่า “มีชัย…มีชัย…มีชัย…” จึงทำให้วัดแห่งนี้ต่อสร้อยหลวงพ่อเพชรเป็นหลวงพ่อเพชรมีชัย พระพุทธรูปที่ศักสิทธิ์และเก่าแก่ผู้คนนิยมไปสักการะขอพร

ถ้าไปเมืองเพชรบูรณ์ต้องไปกราบสักการะอนุสาวรีย์ที่หล่มสัก

ถ้าพูดถึงอีกยุค สมัยกรุงศรีอยุธยาคือในสมัยของสมเด็จพระนารายมหาราช จุดนี้ไม่ปรากฏร่องรอย แต่ไปปรากฏที่ลุ่มแม่น้ำป่าสักจะเห็นเป็นลักษณะกำแพงเมือง ส่วนเรื่องราวต่างๆ ของเมืองเพชรบูรณ์ต้องไปที่หล่มสัก จะมีอนุเสาวรีย์พ่อขุนผาเมืองซึ่งเกี่ยวเนื่องกับกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีด้วย สมัยนั้นเขาเรียกว่าเมืองราด เป็นเมืองดั่งเดิมก่อนจะเป็นเมืองเพชรบูรณ์ พ่อขุนผาเมืองเป็นพระสหายที่สนิทสนมกับพ่อขุนบางกลางหาว ช่วงนั้นไปตีขอมจนได้ชัยชนะ แล้วมาสร้างราชธานีขึ้นที่สุโขทัย พ่อขุนบางกลางหาวหรือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นผู้ครองเมืองสุโขทัย ส่วนพ่อขุนผาเมืองเสด็จกลับเมืองราดเช่นเดิมก็คือที่หล่มสัก ตรงนี้จะมีร่องรอยให้เห็นก็คืออนุสาวรีย์ของพระองค์ท่าน ที่หล่มสักถ้าคุณไปจะเห็นมีผู้คนนำสิ่งของไปถวายท่านจำนวนมาก ในสมัยที่พระองค์ท่านครองเมืองราด ก็เชื่อว่าในสมันนั้นขอมยังคงความเรืองอำนาจเหมือนกัน ไปดูได้ที่ วัดไตรภูมิ จะมีพระพุทธมหาราชาประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้ มาจากไหนก็มาจากเมืองราด

ประเพณีอุ้มพระดำน้ำมีที่มาอย่างไรค่ะพี่หนุ่ม

เมื่อพ่อขุนบางกลางหาวกับพ่อขุนผาเมืองร่วมกันกู้อำนาจจากขอมมาได้ ฝ่ายขอมก็โกรธเนื่องจากว่าช่วงแรกๆ เป็นพันธมิตรกันอย่างดี จนพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ถวายพระพุทธมหาธรรมราชาให้เมืองราด แต่พอไปมีปรปักษ์กับขอมจึงทำให้ขอมโกรธเผาเมืองที่หล่มสัก เมื่อเผาเมืองเสร็จข้าราชบริพารทั้งหลายต่างเห็นว่าพระพุทธรูปองค์นี้ศักสิทธิ์ จึงช่วยกันยกขึ้นเพื่อหนีไม่ให้ไฟไหม้ หนีลงแพล่องไปทางแม่น้ำป่าสัก เข้าใจว่าคงจะไปกรุงสุโขทัย แต่ว่าแม่น้ำป่าสักในสมัยนั้นน้ำเชียวกราด (ซึ่งไม่เหมือนในปัจจุบันที่ระบบนิเวศทุกอย่างเปลี่ยนไป) ทำให้แพจมลงในแม่น้ำ พระพุทธมหาธรรมหาราชาจึงจมลงไปด้วย ต่อมาก็ไม่มีระบุ พ.ศ.ว่าค้นพบเจอเมื่อใด แต่ว่าเจอโดยชาวประมงที่ไปหาปลาในแม่น้ำป่าสัก วันนั้นชาวประมงก็ไปหาปลาตามปกติ แต่ปรากฏว่าในแม่น้ำป่าสักเหมือนกับไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลย แม้กระทั้งปลา แต่สักครู่หนึ่งมีฟองผุดขึ้นมาจากใต้น้ำ ผุดขึ้นมาสักพักน้ำก็วน วนๆ จนกระทั่งพระพุทธรูปผุดขึ้นมา ชาวบ้านเห็นพระพุทธรูปจึงอันเชิญขึ้นมาประดิษฐานอยู่ที่วัดไตรภูมิ พอรุ่งขึ้นพระพุทธรูปก็หายไป หายไปอยู่ที่ไหน ชาวบ้านก็ตามหากันใหญ่ ปรากฏว่ามาดำผุดดำว่ายอยู่ที่บริเวณแม่น้ำป่าสักเช่นเดิม จึงเชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้คงจะชอบดำน้ำและเป็นที่มาของประเพณีอุ้มพระดำน้ำของจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยพ่อเมืองจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นผู้อันเชิญเท่านั้น (คือท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนั่นเอง) จุดนี้ถ้าท่านมีโอกาสได้ไปสักการะพระพุทธรูปองค์นี้ ภายในวัดจะบอกประวัติความเป็นมาของพ่อขุนผาเมืองด้วย คุณสามารถไปอ่านได้ที่วัดไตรภูมิ นี่คือประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของเพชรบูรณ์

ถ้าพูดถึงเมืองเพชรบูรณ์ต้องนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่ไหนบ้างคะ

เขาบอกว่าคนไปเพชรบูรณ์ส่วนใหญ่จะไม่นิยมไปศึกษาประวัติศาสตร์สักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ไปเที่ยวเพราะว่าจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นจังหวัดที่มีหุบเขา คนจะนิยมเดินทางไปเที่ยวเขาค้อ เขาค้อเป็นดินแดนที่ทุกคนต่างรู้จักโดยที่ไม่ต้องโฆษณาอะไรทั้งสิ้น เพราะถ้าย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2511 แน่นอนว่าพรรคคอมมิวนิสที่ไปตั้งฐานอยู่บนเขาค้อเพื่อต่อสู้กับรัฐบาล ซึ่งมีการปราบปรามกันอย่างจริงจัง จากปี พ.ศ. 2511 ถึง พ.ศ. 2525 หลายปีมากทีเดียว จนกระทั่งประสบผลสำเร็จ พอประสบผลสำเร็จ เขาค้อที่เคยเป็นพื้นที่สีแดงก็เงียบสงบ ทำให้คนอยากขึ้นไปดู ว่าบนเขาค้อมีฐานที่มั่นอยู่ตรงไหน จึงทำให้ชื่อเสียงของเขาค้อเป็นที่รู้จัก น่าเที่ยวก่อนเพื่อนเลย

พี่หนุ่มคะ ถ้าจะไปเที่ยวเขาค้อควรไปเที่ยวจุดไหนบ้างคะ

จุดที่ 1 คุณจะไปเที่ยวเขาค้อนอกจากจะไปพักผ่อนตากอากาศแล้ว เขาบอกว่าเขาค้อไม่จำเป็นต้องไปหน้าหนาว ไปช่วงหน้าฝนจะดี น่าจะเดือนสิงหาคม-กันยายน-ตุลาคม ประมาณนี้ พอเข้าเดือนตุลาคมช่วงปลายฝนต้นหนาว คนจะนิยมไปช่วงหน้าหนาวมากกว่า แต่ว่าถ้าท่านอ่านนิตยสารเล่มนี้แล้วลองไปในช่วงหน้าฝนดู อากาศหนาวเหมือนกัน พอขึ้นเขาค้อไปก็จะเจอเนินมหัศจรรย์ตรงนี้เขาจะขีดเส้นเอาไว้ ถ้าคุณไปจอดรถปุ๊บดับเครื่องปั๊บ ปล่อยเกียร์ว่าง ปล่อยเบรคมือ ปล่อยทุกอย่าง รถมันจะถอยขึ้น แต่ขอบอกท่านที่อ่านนิตยสารของเราก่อนเลย ถ้าจะไปทดสอบให้ไปวันธรรมดา (ไปวันเสาร์วันอาทิตย์หรือช่วงเทศกาลรถจะเยอะ จะอันตรายเนื่องจากว่ารถมันจะมาทางด้านหลังเราเพราะว่ารถเราก็ถอยขึ้นไป)

จุดที่ 2 พูดถึงเขาค้ออีกจุดหนึ่งที่นิยมไปกันส่วนใหญ่ก็จะไปหากาแฟรับประทาน อาราบิก้า ปลูกบนเขาค้อ กาแฟไทยที่ถือว่ามีรสชาติเป็นที่นิยม เสร็จแล้วไปที่พระตำหนักเขาค้อ แน่นอนว่าเป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระตำหนักเขาค้อสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2523 ดังนั้นการที่เราจะไปชมพระตำหนักคุณต้องแต่งกายให้สุภาพ

จุดที่ 3 จุดนี้คือพระมหาธาตุเจดีกาญจนาภิเษก อย่างที่บอกไปแล้วว่าเขาค้อเป็นดินแดนที่เคยสู้รบกัน ทำให้มีการเสียชีวิต เขาจึงสร้างพระมหาธาตุกาญจนาภิเษกเอาไว้เพื่อให้สิ่งที่ไม่เป็นมงคลกลายมาเป็นสิ่งที่เป็นมงคล ตรงนี้คุณต้องแวะเข้าไปสักการะบูชาให้ได้ ทีนี้คำว่า “เขาค้อ” มาจากไหน เขาบอกว่าในสมัยนั้นมีต้นค้อ ต้นค้อจะมีลักษณะคล้ายๆ กับต้นปาล์ม เป็นตระกูลเดียวกัน (ในปัจจุบันไม่น่าจะมีแล้ว เนื่องจากความเจริญเข้าไปก็มีรีสอร์ท มีที่พักกันมากขึ้น) แต่ว่าเรื่องน้ำตกของเขาค้อ ส่วนหนึ่งไหลไปหล่อเลี้ยงผู้คนในหลายจังหวัดไม่ว่าจะเป็นจังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัดพิษณุโลก เขาบอกว่านักท่องเที่ยวที่ไปเขาค้อส่วนใหญ่เดินทางจากกรุงเทพมหานคร เขาจะกะเวลาให้มาถึงเวลาประมาณ 11.30 น.ที่อำเภอวิเชียร์บุรี ทำไมมาตรงนั้น เพราะว่าที่นี่มีไก่ย่าง ส้มตำ ไก่อย่างวิเชียร์บุรีถือว่ามีชื่อเสียงมาก

จุดที่ 4 พอใกล้ถึงอำเภอวิเชียร์บุรี ถ้าคนไปเที่ยวบนเขาค้อจะนิยมแวะตรงบ้านพุเตย บ้านพุเตยจะตั้งอยู่ริมถนน เขาจะแวะซื้อข้าวหลามติดรถ ต้องซื้อข้าวหลามติดรถไปเนื่องจากว่าหลายๆ คนขึ้นไปบนเขาค้อแล้วไม่แน่ใจว่าอาหารการกินจะดีหรือไม่ เพราะอาหารการกินราคาค่อนข้างแพง ดังนั้นข้าวหลามจะขายดีมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ที่บ้านพุเตยในเส้นทางนี้จะมีข้าวหลามเยอะมากให้คุณซื้อกัน

และจุดที่ 5 อาบน้ำแร่ คุณเข้าไปทดสอบอาบน้ำแร่ก่อนก็ได้ จะมีป้ายบอกว่าเข้าไปอาบน้ำแร่ มีอยู่ 3 จุดด้วยกัน ทำไมที่นี่ถึงมีน้ำแร่ เป็นเรื่องแปลกเพราะปกติน้ำแร่ต้องอยู่บนเขาแล้วก็ผุดขึ้นมา แต่บังเอินมีการสร้างบ้านขึ้นมาตรงนี้ เขาจึงขุดต่อเป็นน้ำบาดาลขึ้นมา แต่พอขุดลงไปก็กลายเป็นน้ำร้อนผุดขึ้นมา นั่นคือน้ำแร่ ชาวบ้านที่นี่ก็เลยทำห้องให้คนไปอาบน้ำแร่ (พี่หนุ่มได้มีโอกาสไปอาบมาแล้ว) ลงไปแช่อย่างสบายอกสบายใจ แต่ว่ากลิ่นกัมถันจะไม่แรงเหมือนทางภาคเหนือ แต่คุณสามารถเข้าไปทดสอบได้ถ้ามีโอกาสเดินทางไปพักผ่อนที่จังหวัดเพชรบูรณ์ครับ

20131207_070613_MG_8821_MG_8918PA247687 PA268320

บทความที่เกี่ยวข้อง

เก็บเรื่องมาเล่า นครนายก-ปราจีนบุรี
เล่าเรื่องเมืองบุรีรัมย์
เก็บเรื่องมาเล่า เขาใหญ่-ปากช่อง

Comments are closed.

โปรโมชั่นพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว ส่วนลดที่พัก โปรโมชั่นที่พักสุดพิเศษ
Loading...