Homeสถานที่วัด โบราณสถาน › เที่ยวสบายๆ สไตล์เมือง เพชรบูรณ์

เที่ยวสบายๆ สไตล์เมือง เพชรบูรณ์


ยลความเก่าแก่ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

          นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเที่ยวตัวเมือง เพชรบูรณ์ เพราะอยู่ใจกลางเมืองเป๊ะๆ เสาหลักเมืองซึ่งอยู่ภายในศาลเจ้าพ่อหลักเมืองมีความขรึมขลังอย่างยิ่งเพราะเป็นเสาซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพนำมาจากเมืองศรีเทพ (อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพในอำเภอศรีเทพ) คาดว่ามีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-12 ทำให้เป็นหนึ่งในเสาหลักเมืองซึ่งเก่าแก่ที่สุดในเมืองไทยเชียวล่ะ มาเยือนศาลหลักเจ้าพ่อหลักเมืองอาจสะดุ้งโหยงเพราะรถราผ่านไปผ่านมาบีบแตรแสดงความเคารพกันให้ระงม แถมยังบีบแตรกันสามสีเสียด้วย ว่ากันว่าใครมาบนหลักเมืองให้ได้เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง ประสบความสำเร็จในการงาน สอบได้คะแนนดี มักสมหวังอยู่เสมอ ดังนั้นเลยมีการแก้บนจำพวกลิเกและการรำต่างๆ อยู่แทบตลอด นอกจากนี้คู่บ่าวสาวแต่งงานใหม่ต้องมากราบไหว้เสาหลักเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคล อยู่ด้วยกันถือไม้เท้ายอดทอดตะบองยอดเพชร แหม… แบบนี้ต้องไปกราบไหว้บ้างเสียแล้วสิ!

อยู่ใจกลางเมืองบริเวณแยกถนนหลักเมืองตัดกับถนนเพชรเจริญ ใกล้กับศาลากลางจังหวัด เพชรบูรณ์

ศึกษาอดีต ณ หอวัฒนธรรมนครบาล

          เล่นเอาตกใจกับฝักมะขามหวานยักษ์สุดแสนอลังการด้านหน้าอาคาร มองดูดีๆ ไม่ใช่ของจริงนี่นา เขาทำขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองมะขามหวาน เพชรบูรณ์ นั่นเอง ที่หอวัฒนธรรมนครบาลเพชรบูรณ์ เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนทางวัฒนธรรม จัดงานต่างๆ รวมถึงจัดแสดงภาพถ่าย โบราณวัตถุที่เกี่ยวกับความเป็นมา ประวัติศาสตร์ ประเพณี และศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดไว้ได้น่าสนใจทีเดียว แต่ก่อนพื้นที่ตรงนี้เป็นศาลาประชาคมจังหวัดเพชรบูรณ์ก่อนเปลี่ยนแปลงมาสร้างหอวัฒนธรรมเมื่อปี พ.ศ. 2546 ทางเทศบาลเขายังใช้ที่นี่เป็นจุดศูนย์กลางในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของจังหวัดอีกด้วย

อยู่ตรงข้ามกับศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เปิดทุกวัน 9.00-17.00 น. สอบถามเพิ่มเติม Tel. 0-5671-2120

วัดมหาธาตุ วัดเก่าแก่คู่เมือง

          แม้ยอดจะหักแต่พระเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ศิลปะสุโขทัยของวัดมหาธาตุ พระอารามหลวง ใจกลางเมืองเพชรบูรณ์ยังมีเสน่ห์ดึงดูดให้คนชอบเที่ยวโบราณสถานมาเยือนไม่เคยขาด พระเจดีย์งดงามแปลกตาเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ คาดกันว่าทั้งวัดและพระเจดีย์มีอายุมากกว่า 600 ปี นอกจากนี้ยังมีการสันนิษฐานว่าทางการเคยใช้วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ประหารนักโทษสำคัญด้วย! ขณะที่สมัยกรุงธนบุรีเมื่อครั้งพระยาจักรี (รัชกาลที่ 1 ในเวลาต่อมา) กับเจ้าพระยาสุรสีห์นำไพร่พลไปรบกับพม่าที่พิษณุโลกก็มาทำพิธีบวงสรวงเพื่อชัยชนะที่วัดมหาธาตุ จึงถือเป็นวัดซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานทีเดียว ส่วนปัจจุบันนอกจากกราบไหว้สักการะพระเจดีย์ ยังควรกราบไหว้พระประธานในพระอุโบสถคือหลวงพ่องาม กับพระประธานในพระวิหารคือหลวงพ่อเพชรมีชัย

อยู่บนถนนนิกรบำรุง เข้ามาจากทางหลวงหมายเลข 21 ประมาณ 500 เมตร

พระเจดีย์โบราณ วัดพระแก้ว

          ความเก่าแก่ของวัดต่างๆ ทำให้เรารู้สึกถึงความขลังเสมอ และที่วัดพระแก้วของเพชรบูรณ์ก็เก่าไม่แพ้ที่ใด คาดว่าน่าจะสร้างตั้งแต่สมัยสุโขทัยเลยเชียวแหละ ที่นี่มีโบราณสถานน่าแวะเวียนมาชมคือพระปรางค์กลีบมะเฟือง ซึ่งกรมศิลปากรสันนิษฐานว่าน่าจะมีอายุตั้ง 700 ปี วัดแห่งนี้ทุกวันออกพรรษายังมีประเพณีกวนข้าวทิพย์ ซึ่งถือเป็นประเพณีแต่โบร่ำโบราณที่เกิดขึ้นตามความเชื่อทางพุทธศาสนาว่านางสุชาดาทำข้าวมธุปายาสถวายพระพุทธองค์ ต่อมาพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อยู่บนถนนเพชรเจริญ เลยจากสามแยกศาลเจ้าพ่อหลักเมืองไปประมาณ 500 เมตร

วัดไตรภูมิ สักการะพระมหาธรรมราชา

          เคยได้ยินเรื่องประเพณีอุ้มพระดำน้ำทุกวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 บ้างหรือเปล่า… เป็นประเพณีขึ้นชื่อไม่เหมือนใครของจังหวัดเพชรบูรณ์เชียวนะ และพระพุทธรูปซึ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุ้มดำน้ำคือพระพุทธรูปจากวัดไตรภูมินี่แหละ พระนามว่าพระมหาธรรมราชา เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิศิลปะลพบุรี (รับอิทธิพลจากทางขอม) องค์ไม่ใหญ่ทว่ามีความงดงามน่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในพระวิหารสร้างขึ้นใหม่ มีการจำลององค์พระให้ประชาชนปิดทองเพื่อความเป็นสิริมงคล ภายในวิหารมีภาพประวัติเล่าความเป็นมาของพระมหาธรรมราชารวมถึงประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ใครมาเที่ยววัดแห่งนี้ถ้าโชคดีอาจได้พบกับเหล่ามัคคุเทศก์ตัวน้อยเจื้อยแจ้วเล่าประวัติอันน่าสนใจของทางวัดซึ่งมีอายุมากกว่า 400 ปี ให้ฟัง ถือเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนรุ่นใหม่รู้จักซึมซับประวัติศาสตร์ของจังหวัดไปในตัว

อยู่บนถนนเพชรรัตน์ ห่างจากศาลเจ้าพ่อหลักเมืองราว 500 เมตร

หลวงพ่อทบ ณ วัดช้างเผือก

          หากจะมีภิกษุรูปใดที่ชาวเพชรบูรณ์เคารพศรัทธายิ่งเห็นจะไม่มีใครเกิน หลวงพ่อทบ ธัมมปัญโญ (พระครูวิชิตพัชราจารย์) แห่งวัดช้างเผือกนี่แหละ เพราะตลอดชีวิตภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ท่านประกอบคุณงามความดีและดำรงตนอยู่ในพระธรรมด้วยความน่าเลื่อมใสจนได้รับการยกย่องให้เป็นภิกษุผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา ดังนั้นแม้วัดช้างเผือกจะไม่ใช่วัดโบราณแต่จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยือนกันแทบมิได้ขาด ทุกคนมาที่นี่ด้วยเหตุผลเดียวคือสักการะสังขารอันไม่เน่าเปื่อยของหลวงพ่อทบนั่นเอง ท่านมรณภาพตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 ขณะอายุ 95 ปี ทุกเดือนมีนาคมทางวัดจะจัดงานประจำปีครบรอบวันมรณภาพของหลวงพ่อ บริเวณลานวัดยังมีรูปเหมือนหลวงพ่อให้ประชาชนที่เคารพศรัทธาในตัวท่านได้กราบไหว้ขอพร

อยู่ที่ตำบลวังชมภู ทางใต้ของตัวเมืองเพชรบูรณ์ประมาณ 24 กิโลเมตร ทางเข้าวัดอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 21 กม.198 ฝั่งขาออกจากเมือง

หนองนารี พื้นที่สีเขียวใกล้เมือง

          จะเรียกสวนสาธารณะหนองนารี หรือสวนรุกขชาติผาเมือง ก็คือที่เดียวกันนั่นแหละ ชาวบ้านเรียกกันคุ้นปากว่าหนองนารีมากกว่า แต่ก่อนที่นี่เป็นหนองน้ำร้างจนกระทั่งสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีสั่งให้ปรับปรุงฟื้นฟูเป็นสถานที่เก็บน้ำเพื่อใช้ยามศึกสงคราม (สงครามโลกครั้งที่ 2) จากนั้นจึงพัฒนามาเรื่อยๆ จนกลายเป็นสวนสาธารณะอย่างดีเยี่ยมในปัจจุบัน ริมบึงน้ำกว้างใหญ่บรรยากาศร่มรื่น ฤดูดอกบัวบานจะสวยงามไปทั้งบึง มานั่งเล่นนอนเล่นล้วนแต่สบายใจเฉิบ อยากออกกำลังกายก็เหมาะดีแท้เพราะมีทางเดินทางวิ่งทางจักรยานและลานสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ มีร้านอาหารชิลๆ นอกจากนี้ทางเทศบาลยังจัดทำสวนดอกไม้ สนามหญ้า ศาลาชมวิว หอคอย สะพาน ท่าน้ำ อะไรต่อมิอะไรอีกมากมายหมายจะให้เป็นสุดยอดสวนสาธารณะที่สมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

จากทางหลวงหมายเลข 21 มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ เมื่อเลยตัวเมืองเพชรบูรณ์ไปเล็กน้อยจะพบสำนักงานอุตุวิทยาเพชรบูรณ์ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยตรงสำนักงานฯ ไปอีกราว 1 กิโลเมตร

ย้อนวัยเด็ก อุทยานวิทยาศาสตร์หนองนารี

     ตอนเด็กๆ เรียนประถมคุณครูเคยพาไปทัศนศึกษาท้องฟ้าจำลองกันหรือเปล่า? ที่พูดอย่างนี้เพราะตอนเห็นเด็กๆ ในเพชรบูรณ์จูงมือกันมาทัศนศึกษาที่อุทยานวิทยาศาสตร์หนองนารีแล้วอดคิดถึงสมัยตัวเองเป็นเด็กกระเปี๊ยกไม่ได้น่ะสิ! ที่นี่อาจไม่มีเครื่องฉายดาวจำลองพราวฟ้าหรอกนะ แต่ความน่าสนใจทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ คล้ายคลึงกัน แบ่งโซนเรียนรู้ไว้หลากหลายเรื่องราว อาทิ หอดูดาว สถานีพลังลม พลังงานแสงอาทิตย์ สถานีเลเซอร์ สถานีหิน สถานีเรียนรู้ทางชีววิทยา ห้องไดโนเสาร์ อุทยานบัว อาคารเรือนกระจก ห้องพืชทะเลทราย สถานีจำลองการเคลื่อนที่ทางอากาศ หรือนาฬิกาแดด นอกจากสนุกเรียนรู้แบบเพลินๆ แล้วยังสนุกกับการถ่ายรูปสวยๆ ด้วยเพราะโดยรอบพื้นที่เขาจัดทำไว้ดีเชียวล่ะ จินตนาการเสริมสร้างความรู้ แล้วเราเอาความรู้มาใส่จินตนาการอีกที ย้อนกลับไปเป็นเด็กๆ สนุกจะตายไป

ใช้เส้นทางเดียวกับสวนสาธารณะหนองนารี แต่เมื่อพบทางแยกก่อนเข้าสวนให้เลี้ยวไปทางขวาอีกราว 300 เมตร มีป้ายบอกทาง เปิดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ 8.30-16.30 น. เสาร์-อาทิตย์ 10.00 – 18.00 น. ไม่เสียค่าเข้าชม สอบถามเพิ่มเติม Tel. 0-5672-5558

พุทธอุทยานเพชรบุระ ศูนย์รวมใจแห่งใหม่คนเพชรบูรณ์

       หากไม่รู้มาก่อนแล้วบังเอิญผ่านมาเห็นทีจะต้องตาโตร้องโอ้โฮด้วยความตะลึงกับพระพุทธรูปองค์ใหญ่สูงมากกว่า 15 เมตร ซึ่งประดิษฐานโดดเด่นระหว่างทางจากอำเภอเมืองเพชรบูรณ์เพื่อจะไปยังอำเภอเขาค้อ พอมองดูดีๆ แล้ว… เอ๊ะ นั่นเหมือนพระพุทธมหาธรรมราชาซึ่งเป็นพระพุทธรูปในประเพณีอุ้มพระดำน้ำนี่นา

          ไม่ผิดหรอก เพราะพระพุทธรูปองค์ใหญ่ภายในอุทยานเพชรบุระริมทางหลวงหมายเลข 21 ก็คือพระพุทธมหาธรรมราชาซึ่งจำลองมาจากองค์จริงที่วัดไตรภูมินั่นเอง แต่เป็นการจำลองให้มีขนาดใหญ่กว่าของแท้ดั้งเดิมแบบสุดมโหฬาร ด้วยความสูง 16.5 เมตร หน้าตักกว้าง 11.9 เมตร ใช้ทองเหลืองในการหล่อถึง 40 ตัน เป็นการร่วมใจและพลังศรัทธาสร้างขึ้นโดยหน่วยงานทั้งราชการ เอกชน และประชาชนของจังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อปี พ.ศ. 2554 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และเป็นการประกาศพระพุทธศาสนาให้แข็งแรงมั่นคงบนผืนแผ่นดินเพชรบูรณ์นั่นไง

         ว่าแล้วเลี้ยวรถเข้าไปสักการะพระพุทธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติฯ กันเลย นอกจากนมัสการพระองค์ใหญ่แล้วพร้อมปิดทององค์จำลององค์เล็กแล้ว ในอาคารใต้ฐานพระยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจำลององค์พระศักดิ์สิทธิ์อีกเพียบ อาทิ พระแก้วมรกต พระพุทธชินราช พระพุทธสิหิงค์ (เชียงใหม่) หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อพระใส และขาดไม่ได้กับรูปเหมือนพระภิกษุที่คนไทยเคารพทั้ง หลวงปู่ทวด หลวงพ่อโต พรหมรังสี หลวงพ่อเงิน หลวงพ่อสด รวมถึงหลวงตามหาบัว

         ไหว้พระจนเหนื่อยเมื่อแขนสมกับที่นี่เป็นพุทธอุทยานจริงๆ!

อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 21 กม. 226 ตรงข้ามสำนักงานขนส่งเพชรบูรณ์ เลยจากตัวเมืองมาประมาณ 2 กิโลเมตร ด้านในอาคารเปิด 7.00-21.00 น.

ประเพณีศักดิ์สิทธิ์อุ้มพระดำน้ำ

          อ่านถึงตรงนี้คงไม่ต้องบอกแล้วใช่ไหมว่าประเพณีอุ้มพระดำน้ำหนึ่งเดียวในประเทศไทยอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และพระพุทธรูปองค์นั้นคือพระพุทธมหาธรรมราชาแห่งวัดไตรภูมิ แต่ว่าคงยังไม่รู้สินะว่าประเพณีนี้มีที่มาอย่างไร เอาล่ะ… ถึงเวลาเล่าให้ฟังแล้ว

          องค์พระพุทธมหาธรรมราชา ซึ่งเห็นชัดเจนว่าเป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัยลพบุรีรับอิทธิพลมาทางขอมไม่มีใครทราบที่มาที่อย่างชัดเจน ตำนานเพียงเล่ากันว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรยโสธรปุระ (ขอม) มอบให้แก่พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด (อำเภอหล่มสัก) เพื่อมาประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองหลังจากจัดพิธีอภิเษกสมรสของพ่อขุนผาเมืองกับพระธิดาคือพระนางสิงขรมหาเทวี หลังจากนั้นพ่อขุนผาเมืองร่วมกับพ่อขุนบางกลางหาวปลดแอกกรุงสุโขทัยจากขอมแล้วสสถาปนาให้พ่อขุนบางกลางหาวเป็นผู้ปกครองอาณาจักรสุโขทัย ขณะที่ตัวเองหนีหน้าหายไปทำให้พระนางสิงขรมหาเทวี เศร้าโศกเสียพระทัยเผาเมืองราดย่อยยับ ชาวเมืองจึงอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชามาตามแม่น้ำป่าสักเพื่อหนีภัย แต่ปรากฏว่าแพล่มและองค์พระก็หายไปนับตั้งแต่นั้น

เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนกระทั่ง 400 ปีที่ผ่านมา พระพุทมหาธรรมราชาปรากฏอีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์เมื่อลอยเหนือน้ำวนบนแม่น้ำป่าสัก ชาวประมงจึงอัญเชิญมามอบให้เจ้าเมืองเพชรบูรณ์และนำมาประดิษฐาน ณ วัดไตรภูมิ แต่พอปีต่อมาวันสารทไทย แรม 15 ค่ำ เดือน 10 องค์พระกลับหายจากที่ประดิษฐานมาลอยน้ำอยู่กลางแม่น้ำป่าสักจุดเดียวกับตอนค้นพบ เมื่อเป็นเช่นนี้ชาวเมืองจึงตกลงกันว่าทุกวันสารทไทยจะจัดประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ซึ่งดำเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์จะรับหน้าที่อุ้มพระพุทธมหาธรรมราชาดำดิ่งลงสู่แม่น้ำป่าสักทั้งสี่ทิศ นับเป็นประเพณีที่ยิ่งใ

ประเพณีศักดิ์สิทธิ์อุ้มพระดำน้ำ

ประเพณีศักดิ์สิทธิ์อุ้มพระดำน้ำ

 

เพลินใจริมน้ำที่ห้วยป่าแดง

          ถึงเป็นเพียงอ่างเก็บน้ำสำหรับการเกษตรกรรมแต่อย่าได้ดูถูกที่นี่เชียว เพราะพื้นที่โอบล้อมรอบด้วยภูเขาทำให้บรรยากาศริมน้ำฟินได้ใจ ไม่ว่าช่วงเช้าหรือช่วงเย็นๆ แสงอาทิตย์ซึ่งทอประกายระยิบระยับบนผืนน้ำตัดกับฉากหลังเป็นทิวเขางามงดจนอยากร้องไห้ (เวอร์ไปมั้ย!) ยิ่งฤดูหนาววันไหนอากาศเป็นใจจะได้อาบหมอกบางๆ พร้อมชมสายหมอกคลอเคลียกับยอดเขา บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยป่าแดงแห่งนี้มีร้านรวงขายอาหารพอสมควร รสชาติไม่เลว ราคาโอเค ของขึ้นชื่อคือปลานิลทั้งทอดและเผา เพิงริมน้ำเหมาะกับการนั่งแล้วก็กิน กินแล้วก็นอน นอนแล้วลุกมากินต่อ หรือถ้าขยันหอบเอาเสื้อมาปูเองก็ตามสบายใจเถิด ที่นี่ไม่ได้ห้ามตกปลาจึงมีนักตกปลามาหาความสำราญกันอยู่เสมอ บางคนตกชะโดตัวยาวเป็นเมตร ใหญ่ยักษ์จนต้องร้องโอ้โฮ แต่คิดแล้วน่าสงสาร… เอาเป็นว่ามาที่นี่ใครอยากทำอะไรก็ทำ แค่อย่ารบกวนคนที่มาเที่ยวด้วยกันก็พอ

ห่างจากตัวเมืองและทางหลวงหมายเลข 21 ไปทางตะวันตกประมาณ 8 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 2006 ซึ่งจะมีป้ายบอกทางอยู่ตลอด

แฝดแชมป์โลกต่างชะตา เขาทราย-เขาค้อ

          เพชรบูรณ์มีเรื่องราวน่าภูมิใจมากมาย และหนึ่งสิ่งซึ่งคนเมืองมะขามหวานไม่เคยลืมพูดคุยให้คนต่างถิ่นฟังคือที่นี่เป็นบ้านเกิดของฝาแฝดชื่อก้อง เขาค้อ-เขาทราย กาแล็คซี่ อดีตแชมป์มวยโลกของสมาคมมวยโลก (WBA) แม้ว่าชะตากรรมหลังจากการเป็นแชมป์จะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวก็ตาม

          เรารู้โดยทั่วกันว่าเขาค้อเป็นพี่ของเขาทราย แต่จริงๆ แล้วเขาทรายลืมตาดูโลกก่อนเขาค้อ ด้วยความเชื่อคนต่างจังหวัดจะยกให้คนคลอดทีหลังเป็นพี่ เขาค้อเลยกลายเป็นพี่ของเขาทรายตามความเชื่อดังกล่าว ทั้งสองมีชื่อจริงคือ วิโรจน์ กับ สุระ แสนคำ เกิดที่ตำบลนาป่า อำเภอเมือง จบการศึกษาชั้นสูงสุดที่โรงเรียนเทคนิคเพชรบูรณ์ทั้งคู่ เริ่มชีวิตนักมวยด้วยการชกมวยไทยในชื่อ เด่นจ๋า เมืองศรีเทพ กับ ดาวเด่น เมืองศรีเทพ แสดงฝีมือไปทั่วแคว้นแดนเพชรบูรณ์จนได้เข้ามายังบางกอก

          แม้ไม่ประสบความสำเร็จกับมวยไทยสักเท่าไหร่ แต่พอมาชกมวยสากลเขาทรายทำได้อย่างสุดยอด มีหมัดซ้ายเป็นทีเด็ดกระทั่งขึ้นครองแชมป์โลก WBA รุ่นจูเนียร์แบนตั้มเวทเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2527 โดยชนะน็อค ยูเซปีโอ เอสปีนัล และตามที่รู้กันคือเขาทรายป้องกันแชมป์โลกของตัวเองได้ถึง 19 ครั้ง เป็นการชนะน็อค 16 ครั้ง จนได้รับการยกย่องให้เป็นแชมป์มวยโลกผู้เกรียงไกร ตลอดการชก 50 ไฟท์ เขาทรายแพ้เพียงครั้งเดียว ทุกครั้งที่เขาทรายขึ้นชกป้องกันแชมป์โลกถนนในกรุงเทพจะโหรงเหรงในบัดดลเพราะคนรีบกลับบ้านรอดูเขาชก (คิดถึงอดีตแล้วยังขนลุกนะนี่!)

          ฝั่งเขาค้อเริ่มชกมวยสากลหลังเขาทรายได้แชมป์โลกไปแล้ว (ก่อนหน้านี้เป็นคู่ซ้อมให้เขาทราย) ซึ่งเขาทำได้ดีพอสมควร ไต่เต้าในระดับประเทศจนกระทั่งติดอันดับโลกและกลายเป็นแชมป์โลกรุ่นแบนตั้มเวทของ WBA โดยการชนะคะแนน วิลเฟรโด วาสเควซ เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2531 นับเป็นแชมป์โลกรุ่นนี้คนแรกของไทย และขึ้นเป็นแชมป์โลกฝาแฝดเคียงข้างเขาทรายคู่แรกของโลก แต่ชะตาของเขาค้อต่างกับแฝดร่วมสายเลือดคนละขั้ว เข็มขัดของเขาค้อกระเด็นตั้งแต่ป้องกันแชมป์โลกครั้งแรกพ่ายแพ้ต่อ มูน ซัง กิล และแม้อีกหนึ่งปีถัดมาจะแก้มือชนะ มูน ซัง กิล คว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่สอง ทว่าในการป้องกันแชมป์กับ หลุยส์ ซีโต้ เอสปิโนซา ปรากฏว่าเขาค้อเกิดอาการวูบร่วงหลับคาเวทีตั้งแต่ยกแรกทั้งที่ไม่ได้โดนหมัดคู่แข่งทำเอาคนไทยช็อคทั้งประเทศ

          แฝดร่วมท้องร่วมเลือด เขาทรายได้รับการจดจำในฐานะเจ้าของหมัดซ้ายทะลวงไส้ แชมป์โลกขวัญใจตลอดกาลซึ่งยังไม่มีนักมวยคนใดสร้างปรากฏการณ์ให้คนไทยบ้าคลั่งมวยได้เท่ากับเขาอีกเลย แต่เขาค้อกลับมีแค่คนพูดถึงในฐานะของแชมป์วูบ… บางครั้งชะตาชีวิตช่างเล่นตลกเสียเหลือเกิน

          อย่างไรก็ตามชาวเพชรบูรณ์ยกย่องทั้งเขาทรายและเขาค้อ ในตัวเมืองมีหอนาฬิกาแชมป์โลกคู่แฝดบริเวณถนนศึกษาเจริญเพื่อรำลึกถึงชื่อเสียงที่ทั้งสองคนสร้างให้แก่จังหวัด

 

Comments are closed.

โปรโมชั่นพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว ส่วนลดที่พัก โปรโมชั่นที่พักสุดพิเศษ
Loading...